Make your own free website on Tripod.com

บทที่ 3
ส่วนประกอบที่สำคัญของคอมพิวเตอร์


 
1. Input Device อุปกรณ์นำข้อมูลเข้า เป็นส่วนที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีความเร็ว ความสะดวก ราคาแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของการใช้งาน ได้แก่ Keyboard, Mouse, Trackball, Joystick, Light pen, Digital Camera, Optical Character Reader(OCR), Scanner

           Keyboard แป้นพิมพ์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ทีมีปุ่มแทนอักขระ และฟังก์ชั่นคีย์ ซึ่งมีหน้าตาคล้ายเครื่องพิมพ์ดีด ผู้ใช้สามารถพิมพ์ข้อมูลหรือโปรแกรมผ่านทางแป้นพิมพ์นี้ ข้อความที่พิมพ์จะปรากฎบนหน้าจอก่อนนำไปเก็บเข้าสู่หน่วยความจำ

           Mouse เมาส์ เป็นอุปกรณ์ในการเลือกช่องเมนูที่ต้องการโดยการกดปุ่มบนตัวเมาส์แทนการใช้คียบอร์ด รูปร่างของเมาส์แต่ละยี่ห้อก็อาจจะมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งแบบต่อสาย และแบบไร้สาย ไว้ช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้งาน

           Trackball แทรกบอล เป็นอุปกรณ์ในการเลือกช่องเมนูที่ต้องการคล้ายกับเมาส์แต่แบบนี้จะสะดวกมากขึ้น เนื่องจากการใช้เมาส์จะต้องใช้เนื้อที่ในการกลิ้งเมาส์ หรือบางทีไม่มีพื้นที่แบบราบพอในการกลิ้งเมาส์

           N Joystick จอยสติค เป็นอุปกรณ์ในการควบคุมการเคลื่อนไหวทางด้านกราฟฟิก ส่วนใหญ่จะใช้ในการเล่นเกม เนื่องจากการใช้ Keyboard หรือ Mouse อาจจะทำได้ไม่สะดวก

           Touch screen จอที่มีประสาทสัมผัส เป็นอุปกรณ์ที่นำข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์โดยการสัมผัส ซึ่งจอภาพเป็นแบบพิเศษ สามารถรับรู้ทันทีเมื่อมีการสัมผัสกับจอภาพ ใช้งานได้ง่ายสำหรับผู้ที่ไม่เคยใช้คอมพิวเตอร์เลย

           Light pen ปากกาแสง เป็นอุปกรณ์ที่เมื่อสัมผัสกับหน้าจอของเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว เครื่องสามารถรับรู้ได้ทันทีว่ามีการสัมผัสหน้าจอ ณ ตำแหน่งใด ลักษณะคล้ายปากกามีแสงอยู่ตอนปลายด้าม

           Digital camera กล้องดิจิตอล เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลกราฟฟิก ที่ทำงานคล้ายกับกล้องถ่ายรูปทั่วๆไป แต่ดีกว่าคือสามารถนำภาพที่ถ่ายไว้มาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทันที และสามารถปรับแต่งรูปได้ ตามที่ต้องการ สะดวกในการใช้งาน อย่างไรก็ดียังมีราคาแพงอยู่มาก

           OCR (Optical Character Reader) อุปกรณ์โอซีอาร์ เป็นอุปกรณ์ที่รับข้อมูลโดยใช้เทคนิคการอ่านผ่านอุปกรณ์อ่านผ่านแสง เพื่อแปลงเป็นสัญญาไฟฟ้าและส่งเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อทำการประมวล

           Optical Mark Reader เครื่อง ที่สามารถอ่านเครื่องหมายที่เกิดจากดินสอในกระดาษ เช่น ใช้ในการตรวจข้อสอบในสถานศึกษา
           
           Bar Code Reader
เครื่องอ่านรหัสแท่งมีลักษณะคล้ายกับปากกา แท่นจับ หรือเป็นแผ่นบางๆ ว่างอยู่บนโต๊ะ พบเห็นได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป สินค้าแต่ละชิ้นซึ่งมีการติดรหัส Bar code ไว้ ทำหน้าที่ในการอ่านรหัสแท่งนี้แล้วแปลงให้กลายเป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ

           Magnetic Stripes เป็นเครื่องอ่านบัตรแม่เหล็กที่ใช้ในการเก็บข้อมูลลับของบุคคล เช่นบัตร เครดิต บัตร ATM เป็นต้นโดยส่วนใหญ่อ่านจะต้องมีการป้อนรหัส ถ้าถูกต้องก็ทำงานอื่นต่อได้ ตัวอย่างเครื่องนี้ในระบบธนาคารเรียกว่าเครื่อง EDC

           Scanner เครื่องสแกนเนอร์ เป็นเครื่องที่ใช้เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ในการอ่านรูปภาพหรือข้อความเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ รูปภาพที่ถูกอ่านจะนำไปเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์สามารถตีความและเก็บไว้ในเครื่องได้ อุปกรณ์แบบนี้มีทั้งแบบมือจับ หรือแบบตั้งโต๊ะมีลักษณะคล้ายๆกับเครื่องถ่ายเอกสาร

2. Output Device อุปกรณ์นำข้อมูลออก หรือเรียกอีกอย่างว่า อุปกรณ์แสดงผล ทำหน้าที่ในการนำผลลัพธ์จากการประมวลผลออกทางหน่วยแสดงผลซึ่งสามารถแยกได้2 ประเภท คือ
           
           2.1 Soft Copy แสดงผลลัพธ์ชั่วคราว เช่น จอภาพ

Monitor

           จอภาพ Monitor จอภาพหรือมอนิเตอร์ของคอมพิวเตอร์ ก็จะมีหลักการทำงานคล้ายกับจอภาพของโทรทัศน์คือภาพที่ปรากฎบน หน้าจอจะปรากฎขึ้นมาจากการที่หลอดภาพยิงลำแสงอิเล็กตรอนไปยังผิวหน้าด้านในของจอภาพ เป็นจุดเล็กๆเรียกว่า พิกเซล (Pixel ย่อมาจากคำว่า Picture Element) การที่จอภาพแสดงผลในโหมด 640*480 พิกเซล ก็คือการแสดงผลจุดในแนวนอน 640 จุดและแนวตั้ง 480 จุด

            2. Hard Copy แสดงผลลัพธ์ถาวร เช่น กระดาษพิมพ์
  
            เครื่องพิมพ์ (Printer ) อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อทำหน้าที่ในการแปลผลลัพธ์ที่ได้จาก การประมวลผลของเครื่องคอมพิวเตอร ์ให้อยู่ในรูปของอักขระหรือรูปภาพที่จะไปปรากฏอยู่บนกระดาษ แบ่งได้ เป็น2 ประเภทคือ
            1. แบบ Impact Printer
            2. แบบ Non-Impact Printer

            แบบ Impact Printer หลักการพิมพ์แบบนี้จะใช้หัวพิมพ์ที่มีลักษณะเป็นเข็มซึ่งเรียกว่า Pin ตีกระทบไปยังผ้าหมึกที่คั่นระหว่างกลางหัวพิมพ์กับกระดาษ ทำให้เกิดเป็นจุดบนกระดาษทีละแถว ประกอบกันขึ้นเป็น ตัวอักษร

เครื่องพิมพ์แบบ Dot Matrix

             ตัวอย่างเข่น เครื่องพิมพ์แบบ Dot Matrix  เป็นเครื่องพิมพ์ที่นิยมใช้งานกันแพร่หลายมากที่สุด เนื่องจากราคา และคุณภาพการพิมพ์อยู่ในระดับที่เหมาะสม การพิมพ์แบบนี้จะมีเสียงดัง พอสมควร ความคมชัดของข้อมูลบน กระดาษขึ้นอยู่กับจำนวนจุด ถ้าจำนวนจุดยิ่งมากข้อมูลที่พิมพ์ลงบนกระดาษก็ยิ่งคมชัดมากขึ้น ความเร็ว ของเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์อยู่ระหว่าง 200 ถึง 300 ตัวอักษรต่อวินาที เครื่องพิมพ์แบบนี้ เหมาะสำหรับงานที่พิมพ์แบบฟอร์มที่ต้องการซ้อนแผ่นก๊อปปี้ หลาย ๆ ชั้น เครื่องพิมพ์ชนิดนี้ ใช้กระดาษต่อเนื่องในการพิมพ์ ซึ่งกระดาษประเภทนี้จะมีรูข้างกระดาษทั้งสองเอาให้ หนามเตยของเครื่องพิมพ์เลื่อนกระดาษ โดยทั่วไปจะมี Mode การพิมพ์อยู่ 2 Mode คือ

             1. Draft Mode ในแต่ละแถวพิมพ์เพียงเที่ยวเดียว
             2. NLQ Mode ( Near Letter Quality) ในแต่ละแถวพิมพ์ 2 เที่ยวเพิ่มความคมชัดมากขึ้น

             แบบ Non-Impact Printer เครื่องพิมพ์แบบนี้หัวพิมพ์จะไม่กระทบกับผิวกระดาษโดยตรงแต่จะใช้ความร้อนหรือแสงเลเซอร์มาใช้พิมพ์ตัวหนังสือแทน แต่มีข้อเสียคือพิมพ์ได้ทีละ1 แผ่นพิมพ์สำเนาไม่ได้  ตัวอย่างเช่น เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer) และ เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer)

เครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก (Ink-Jet Printer)

             เครื่องพิมพ์พ่นหมึก เป็นเครื่องพิมพ์ที่มีคุณภาพการพิมพ์ที่ดีกว่าเครื่องพิมพ์แบบ Dot Matrix โดยสามารถพิมพ์ตัวอักษรที่มีรูปแบบ และขนาดที่แตกต่างกันมาก ๆ รวมไปถึง พิมพ์งานกราฟิกที่ให้ผลลัพธ์ คมชัดเทคโนโลยีที่เครื่องพิมพ์พ่นหมึก ใช้ในการพิมพ์ก็คือ การพ่นหมึกหยดเล็ก ๆ ไปที่กระดาษ หยดหมึกจะมีขนาดเล็กมาก แต่ละจุดจะอยู่ในตำแหน่งที่เมื่อประกอบกันแล้ว เป็นตัวอักษร หรือรูปภาพ ตามความต้องการ เครื่องพิมพ์พ่นหมึกมีความเร็วในการพิมพ์ มากว่าแบบดอตแมทริกซ์ มีหน่วยวัดความเร็วเป็นในการ พิมพ์เป็น PPM (Page Per Minute) ซึ่งเร็วกว่าเครื่องพิมพ์ดอตแมทริกซ์มาก อย่างไรก็ตามถ้าเป็นการพิมพ์ กราฟิกหรือตัวอักษรที่มีรูปแบบในเวลาเดียวกัน เครื่องพิมพ์พ่นหมึกจะทำงานได้ช้าลง กระดาษที่ใช้กับเครื่อง พิมพ์พ่นหมึกจะเป็น ขนาด 8.5 X 11 นิ้ว หรือ A4 ซึ่งสามารถพิมพ์ได้ ทั้งแนวตั้งที่เรียกว่า Portraitและแนวนอนที่เรียกว่า Landscape โดยกระดาษจะถูกวางเรียงซ้อนกัน อยู่ในถาด และถูกป้อน เข้าไปในเครื่องพิมพ์ที่ละแผ่นเหมือนเครื่องถ่ายเอกสาร

เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer) 

            เครื่องพิมพ์เลเซอร์ (Laser Printer) เป็นเครื่องที่มีคุณสมบัติเหมือนกับเครื่องพิมพ์แบบพ่นหมึก แต่สามารถทำงาน ได้เร็วกว่าสามารถพิมพ์ตัวอักษรได้ทุกรูปแบบและทุกขนาดรวมทั้งสามารถพิมพ์งาน กราฟิกที่คมชัดได้ด้วย เครื่องเลเซอร์ใช้เทคโนโลยี เดียวกับเครื่องถ่ายเอกสาร คือยิงเลเซอร์ไปสร้างภาพบน กระดาษในการสร้างรูปภาพ หรือตัวอักษรบนกระดาษ หน่วยวัดความเร็วของเครื่องพิมพ์เลเซอร์จะเป็น PPM
เช่นเดียวกับ เครื่องพิมพ์พ่นหมึกในปัจจุบัน ความสามารถ ในการพิมพ์ของเครื่องพิมพ์เลเซอร์คุณภาพสูง สามารถพิมพ์ได้หลายร้อยหน้าต่อนาที ซึ่งเหมาะ กับงานในองค์กรขนาดใหญ่ จะนำไปใช้งานในการพิมพ์เอกสารต่าง ๆส่วนคุณภาพงานพิมพ์ของเครื่องจะวัด ด้วยความละเอียดในการสร้างจุดลงในกระดาษ ขนาด 1 ตารางนิ้ว เช่นความละเอียดที่ 300 dpi หรือ 600 dpi หรือ 1200 dpi เครื่องพิมพ์เลเซอร์ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ก็จะมีทั้งเครื่องพิมพ์เลเซอร์แบบ ขาว-ดำและเครื่องพิมพ์ เลเซอร์แบบสี ซึ่งเครื่องพิมพ์เลเซอร์แบบสีจะมีราคาแพงมาก แต่งานพิมพ์ที่ได้ออกมาก็มีคุณภาพสูง

            พล็อตเตอร์ (plotter) เป็นเครื่องพิมพ์ชนิดที่ใช้ปากกาในการเขียนข้อมูลต่างๆ ลงบนกระดาษเหมาะสำหรับงาน เกี่ยวกับการเขียนแบบทางวิศวกรรม (เขียนลงบนกระดาษไข) และงานตกแต่งภายใน สำหรับวิศวกรรมและสถาปนิก
พล็อตเตอร์ทำงานโดยใช้วิธีเลื่อนกระดาษ โดยสามารถใช้ปากกาได้ 6-8 สี ความเร็วในการทำงานของ พล็อตเตอร์มีหน่วยวัดเป็นนิ้วต่อวินาที (Inches Per Secon : IPS) ซึ่งหมายถึงจำนวนนิ้วที่พล็อตเตอร์สามารถ เลื่อนปากกาไปบนกระดาษ

3. หน่วยประมวลผลข้อมูล หน่วยประมวลผล บางทีเรียกว่า CPU หรือ Processor เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในคอมพิวเตอร์หน่วยนี้ถือเป็นสมองของเครื่องคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่อ่านและแปลคำสั่งที่เขียนไว้ในโปรแกรมประมวลผลตามคำสั่งที่เขียนในโปรแกรมรับส่งข้อมูลโดยติดต่อกับหน่วยความจำภายในเครื่องอุปกรณ์ที่ประกอบขึ้นมาเป็นหน่วยประมวลผลกลาง ได้แก่ ชิปไมโครโปรเซสเซอร์เมนบอร์ด การ์แสดงผล แรม

             ชิปไมโครโปรเซสเซอร์หรือซีพียู (Central Processing Unit - CPU) ซึ่งบริษัทผู้ผลิตซีพียูที่ใช้กับเครื่องพีซีก็มีอยู่มากมายหลายบริษัท เช่น Intel และAMD ซีพียูที่ผู้นิยมใช้มากที่สุดในปัจจุบันคือ ซีพียูของบริษัทอินเทล ซึ่งได้มีการพัฒนาการมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ตั้ง แต่ซีพียูในรุ่น 8088, 80286, 80386, 80486 เพนเทียม, เพนเทียมโปรโปรเซสเซอร์

             ความเร็วของซีพียู ซีพียูจะมีหน่วยที่ใช้วัดความเร็วคือเมกะเฮิรตซ์ MHz คือความเร็วสัญญาณนาฬิกา คำว่าสัญญาณนาฬิกาก็จะคล้าย ๆ กับจังหวะในการทำงาน เช่น การเล่นดนตรีของวงดนตรีก็จะต้องมีการให้จังหวะ จังหวะที่ซีพียูใช้จะเรียกว่าสัญญาณนาฬิกา ปกติแล้วสัญญาณนาฬิกาของซีพียู จะเร็วมากกว่า 1 ล้านครั้งต่อวินาที สัญญาณนาฬิกาที่สามารถวิ่งได้ 1 ล้านครั้งต่อวินาทีพอดีจะเรียกว่ามีความเร็ว 1 เมกะเฮิรตซ์ ถ้าซีพียูมีความเร็วใน การประมวล ผลสูงขึ้นก็จะทำให้การทำงานมีความเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพดีขึ้น
แต่อย่างไรก็ตาม การจะทำให้พีซีมีความเร็วในการทำงานสูงๆ นั้นจะต้องประกอบไปด้วยปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่าง เช่นความเร็วของหน่วยความ จำ Hard Disk และการ์ดแสดงผล ถ้าคุณนำเอาพีซีที่มีความเร็วสูงมาใช้กับเครื่องที่มีความเร็วของฮาร์ดดิสก์ต่ำอาจจะทำงานได้ ช้ากว่าเครื่องที่ใช้ซีพียูความเร็วต่ำกว่า โดยจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบโดยรวมทั้งหมดของเครื่องด้วย มิเช่นนั้นแล้วก็อาจจะเกิด ปัญหาแบบคอขวด ซึ่งเกิดจากการที่อุปกรณ์อื่นๆ ส่งข้อมูลมาที่แรม แต่แรมไม่สามารถส่งข้อมูลไปประมวลผลที่ซีพียูได้ ทันที ทำให้ข้อมูลที่ส่งมาค้างสะสมที่แรม ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมของพีซีช้าลงตามไปด้วย

              MainBoard คือ แผ่นวงจรไฟฟ้าแผ่นใหญ่ที่รวมเอาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญๆมาไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุม การทำงานของ อุปกรณ์ต่างๆ ภายในคอมพิวเตอร์ทั้งหมด มีลักษณะเป็นแผ่น รูปร่างสี่เหลี่ยมแผ่นที่ใหญ่ที่สุดในพีชี ที่จะรวบรวมเอาชิป และไอชี (IC = Integrated Circuit) รวมทั้ง การ์ดต่อพ่วงอื่นๆ เอาไว้ด้วยันบนบอร์ดเพียงอันเดียวเครื่องพีชีทุกเครื่องไม่สามารถ ทำงาน ได้ถ้าขาดเมนบอร์ด

              หน่วยความจำ หรือ แรม (Random Access Memory - RAM) เป็นส่วนสำคัญที่มีหน้าที่ในการเก็บข้อมูลชั่วคราวเพื่อส่งไปให้ซีพียูประมวลผล และเก็บข้อมูลที่ประมวลผลเรียบร้อย แล้วเพื่อรอส่งไปให้กับอุปกรณ์อื่นๆ ต่อไป เช่น ฮาร์ดดิสก์หรือการ์ดแสดงผล แรมจะมีความเร็วสูงกว่าฮาร์ดดิสก์มาก ซึ่งจะ มีหน่วยวัดความเร็วเป็นนาโนวินาที (หนึ่งส่วนพันล้านวินาที) ในขณะที่ฮาร์ดดิสก์จะมีหน่วยความจำเป็นมิลลิวินาที
ชนิดของแรม ปัจจุบันมีอยู่ 2 ชนิดคือ 72 pin และ 168 pin ความกว้างของแถบสัญญาณจะบอกถึงความสามารถส่งข้อมูลไปยังซีพียูที่มีความเร็วสูงได้รวดเร็ว เพื่อให้เหมาะสมกับความเร็วของซีพียู ประเภทของแรมในท้องตลาดได้แก่ SD-Ram D-Ram EDO-Ram มีขนาดตั้งแต่ 1, 2, 4, 8, 16, 32, 64, 128, 256 MB ขนาดที่เพิ่มขึ้นทำให้สามารถประมวลข้อมูลได้มากขึ้น

               การ์ดแสดงผล หลักการทำงานคือ เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ซีพียู เมื่อซีพียูประมวลผลเสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพ มาที่การ์ดแสดงผล จากนั้นการ์ดแสดงผลก็จะส่ง ส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา

               Sound Card อุปกรณ์ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถส่งเสียงออกมา ได้ นอกจากเสียง "Beep" ปกติที่ออกมาจากลำโพงของพีซี ซาวน์การ์ดมีราคาประมาณ 1-4 พัน ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพเสียงที่ต้องการ หลัง
จากนั้นจึงนำลำโพงไปต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์

4. หน่วยเก็บข้อมูลสำรอง

ฟลอปปี้ดิสก์ขนาด 1.44 นิ้ว
ฟลอปปี้ดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว

               Floppy Disk สื่อเก็บข้อมูลที่ถือได้ว่านิยมใช้ และมีมานานแล้ว คือฟลอปปี้ดิสก์ มีราคาถูกมาก จากในอดีตที่จะเป็นฟลอปปี้ดิสก์ขนาด 5.25 นิ้ว ซึ่งเป็นแผ่นใหญ่ บรรจุข้อมูลได้ 1.2 เมกะไบต์ จะบรรจุข้อมูลได้น้อยฟลอปปี้ดิสก์รุ่นใหม่ในขนาด 3.5 นิ้ว ซึ่งจะบรรจุข้อมูลได้มากกว่า ถึง 1.44 เมกะไบต์ ในขนาดของแผ่นที่เล็กกว่า เหตุที่ฟลอปปี้ดิสก์สามารถบรรจุข้อมูลได้น้อย และไม่ได้มีการพัฒนาทางด้านความจุมานานแล้วแต่สำหรับสื่อเก็บ ข้อมูลอื่นๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ได้มีการพัฒนาความจุขึ้นไปเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันนี้เรายังคงต้องใช้ฟลอปปี้ดิสก์กันอยู่ เพราะยังคงเป็นสื่อบันทึกข้อมูลที่สะดวกในการพกพาและหาซื้อได้ง่ายที่สุด

Hard Disk

               Hard Disk สื่อหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เป็นแหล่งที่ใช้เก็บข้อมูลบนคอมพิวเตอร์ที่มีความสำคัญเพราะมันจะเก็บข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ระบบปฏิบัติการ โปรแกรมใช้งานและข้อมูล มีความเร็วในการดึงข้อมูลได้สูงกว่า FloppyDisk ทั่วไปสารที่นำมาผลิตเป็นจานแข็งนั้นเป็นสารจำพวกโลหะไม่สามารถหักงอได้ความจุในการเก็บมีตั้งแต่ 40 MBขึ้นไป โครงสร้างของ Hard Disk ประกอบด้วยตัวจานซึ่งเป็นแผ่นกลมหลายๆ แผ่นวางซ้อนกันอยู่ ในเครื่อง PCแต่ละเครื่องส่วนใหญ่จะมีเพียง 1 ตัว แต่อย่างไรก็ดีสามารถเพิ่มจำนวนได้ตามความต้องการและ Specification of Machine ก่อนการใช้งานครั้งแรกจะต้องผ่านการ Format ก่อนเพื่อสร้าง Track และ Sector ซึ่งการอ่านหรือบันทึกข้อมูลจะทำทีละ Sector

               ข้อดี ของการใช้ Hard Disk
                      1. มีความจุข้อมูลสูงมาก
                      2. มีความเร็วในการอ่านและบันทึกข้อมูล
               ข้อเสีย ของการใช้ Hard Disk
                      1. มีการใช้กระแสไฟฟ้ามาก เนื่องจากต้องมีการหมุนตลอดเวลา
                      2. มีราคาแพง

               เทปแม่เหล็ก (Magnatic Tape) เป็นอุปกรณ์ที่นิยมใช้เก็บข้อมูลสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในระดับมินิและเมนเฟรม ซึ่งจะใช้เพื่อทำการเก็บสำรองข้อมูลจากจานแม่เหล็กซึ่งอาจจะเป็นทุกวัน หรือทุกเดือน เพื่อเป็นการป้องกันกรณีที่ข้อมูลใน จานแม่เหล็กอาจเสียหาย
               
               ประเภทของเทปแม่เหล็ก
                      1. เทปม้วน Reel Tape นิยมใช้กันในเครื่องพวกมินิคอมพิวเตอร์ และเมนเฟรม ลักษณะเป็นเนื้อเทปฟันอยู่รอบวงล้อ ความกว้าง ประมาณ ? นิ้ว และมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 ? นิ้ว ส่วนความยาวมีประมาณ300 600 1200 2400 นิ้ว ความจุข้อมูลตั้งแต่ 200 MBขึ้นไป
                      2. เทปตลับ (Tape Cassettle) เป็นเทปที่มีความนิยมในการใช้เนื่องจากมีความคล่องตัวในการใช้งาน เหมือนการเสียบม้วนวีดีโอเข้าเครื่องอ่าน ในปัจจุบันจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
                          2.1 เทปขนาด ? นิ้ว หรือ Quarter-Inch Cassettes นิยมใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ สามารถเก็บข้อมูลได้
                          2.2 เทปเสียงดิจิตัล Digital AudioTape เป็นเทปขนาดเล็ก ประมาณ ตลัปเทปเพลงทั่วๆไป สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่า 3 GB ขึ้นไป ต่อเทป 1 ม้วน

                ข้อดี ของการใช้ Tape
                      1. สะดวกในการโยกย้ายข้อมูล
                      2. เหมาะสำหรับงานสำรองข้อมูล ในสำนักงาน
                      3. สามารถนำม้วนเทปเก่าที่มีการบันทึกแล้วมาใช้ได้อีก
                      4. มีราคาถูก

                ข้อเสีย ของการใช้ Tape
                      1. มีการใช้กระแสไฟฟ้ามาก เนื่องจากต้องมีการหมุนตลอดเวลา
                      2. มีความเร็วในการอ่านและบันทึกข้อมูลช้า เนื่องจากการเข้าถึงเป็นแบบเรียงลำดับ

  CD -ROM

               ซีดี-รอม CD -ROM (Compact Disk Read Only Memory) เป็น สื่อเก็บข้อมูลชนิด ใหม่ใช้ในการเก็บข้อมูลสามารถจัดเก็บข้อมูลได้มากกว่าฟลอปปี้ดิสก์ กว่าหลายเท่า สามารถพกพาได้ง่าย แผ่นซีดีรอมขนาด 5.25 นิ้วหนึ่งแผ่นมีความจุมากถึง 650 เมกะไบต์ ซีดีรอมนอก จากจะมีความจุมากแล้วยังช่วยให้มีความเร็วในการติดตั้งโปรแกรมด้วยเพราะคุณไม่ต้องเสียเวลาในการสลับแผ่นเหมือน ฟลอปปี้ดิสก์ และยังมีความเร็วในการอ่านข้อมูลเร็วกว่าแผ่นดิสก์ทำให้มีการนำเอาซีดีรอมมาใช้มากขึ้น
               นอกจาก ซีดีรอมที่มีการผลิตและบันทึกข้อมูลจากโรงงานแล้วยังมี การผลิตซีดีรอมประเภทที่ยังไม่มีการบันทึกข้อมูลใดๆเพื่อให้ผู้ใช้สามารถบันทึกข้อมูลได้ตามความต้องการ เรียกว่า CD-R (Compact Disk Recordable ) แต่การบันทึกข้อมูลลงแผ่นจะต้องมีการใช้อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการบันทึกข้อมูล ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลถาวรซึ่งไม่สามารถลบหรือแก้ไขได