Make your own free website on Tripod.com

บทที่ 10
การสื่อสารและเครือข่าย (Communication And Network)


การสื่อสารและเครือข่าย (Communication And Network)
         ในปัจจุบันได้ซื่อว่าเป็น ยุคแห่งการสื่อสารข้อมูลหรือยุคแห่งการสื่อสารสารสนเทศ และการสื่อสารข้อมูล ดังกล่าวจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำคัญ องค์การทางธุรกิจมากมาย ถ้าหากขาด การสื่อสารข้อมูลจะทำให้ธุรกิจด้านนี้เกิดความขัดข้องเป็นอย่างมาก

         การสื่อสารข้อมูลโดยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปในการติดต่อ สื่อสารส่งผ่านข้อมูลระหว่างกัน การใช้ข้อมูล การใช้ฮาร์ดแวร์ และซอฟแวร์ร่วมกัน จะแบ่งระบบเครือข่ายได้เป็น 3 แบบด้วยกันคือ
1. WAN ( Wide-Area Network) ระบบเครือข่ายที่ติดต่อสื่อสารบริเวณกว้าง ระหว่างประเทศ ใช้งานได้ทั่วโลก มีความเร็วในการส่งต่ำ

2. LAN ( Local-Area Network) ระบบเครือข่ายที่ติดต่อสื่อสารบริเวณที่ไม่กว้างขวางนัก อาจจะใช้ในอาคารเดียวกัน เช่น มหาวิทยาลัย อาคาร สำนักงาน โรงงาน มีความเร็วในการส่งสูง อัตราความผิดพลาดต่ำ

3. MAN (Metropolitan Network) ระบบเครือข่ายที่ติดต่อสื่อสารบริเวณที่ไม่กว้างและไม่แคบ อยู่ระหว่าง WAN และ LAN

ประโยชน์ของการใช้ระบบเครือข่าย
1. การใช้ Hardware ร่วมกัน
- Share Disk space การใช้เนื้อที่ในการเก็บข้อมูลร่วมงานกับเครื่องอื่น
- Share Printer นำมาใช้งานร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- Share Communication Device ในการใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้อื่น เช่น การส่ง Fax โดยส่งผ่านทาง Modem

2. การใช้ Software ร่วมกัน
- Share Software Package -ลดปัญหาเกี่ยวกับลิขสิทธ์ของการใช้ซอพท์แวร์ (Copy Right)

3. การเชื่อมต่อกับระบบอื่น เช่น การติดต่อสื่อสารกับระบบอื่นๆ เช่น PC กับ Main Frame หรือ Minicomputer

4. การใช้ระบบ Multi User ผู้ใช้ตั้งแต่2 คนขึ้นไปสามารถใช้โปรแกรมหรือข้อมูลต่างๆได้ครั้งละหลายๆ คน โดยการแบ่งที่เก็บข้อมูลสำหรับแต่ละผู้ใช้

         กระบวนการส่งข้อมูลโดยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์จากแห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่งโดยการติดต่อระหว่างคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งโดยส่งผ่านทางช่องทางการส่งผ่านข้อมูล ทางสายเคเบิลชนิดต่างๆ หรือ ระบบไมโครเวฟ ขึ้นอยู่กับความเร็วที่ต้องการส่งผ่านข้อมูล เพื่อให้คอมพิวเตอร์ กับ แหล่งข้อมูลซึ่งสามารถส่งข้อมูลไปมาถึงกันได้ และสามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน และแก้ไขข้อมูลที่อยู่ในต่างพื้นที่ ต่างจังหวัดกันได้

ส่วนประกอบของระบบเครือข่าย
1. Server
2. Work Station
3. Network Communication System
4. Network Operating System

การถ่ายทอดข้อมูล สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ
1. ส่งแบบระบบอนาล็อก ( Analog Data Transmission ) การส่งข้อมูลไปในรูปของคลื่นที่ติดต่อกันไป
2. ส่งแบบระบบดิจิตอล( Digital Data Transmission ) การส่งวข้อมูลโดยการใช้ความแตกต่างของการ "เปิด" และ"ปิด" ของสถานะทางอิเล็กทรอนิกส์ สถานะ "เปิด" แทนด้วยเลข 1 และสถานะ "ปิด" แทนด้วยเลข 0

โมดูเลชั่นและดีโมดูเลชั่น( Modulation - Demodulation ) กระบวนการเปลี่ยนสัญญาณจากดิจิตอลเป็นสัญญาณอนาล็อก เรียกว่า โมดูเลชั่น ( Modulation ) กระบวนการเปลี่ยนสัญญาณจากอนาล็อกกลับมาเป็นสัญญาณดิจิตอล เรียกว่า ดีโมดูเลชั่น ( Demodulation) เครื่องมือที่ใช้สำหรับเปลี่ยนสัญญาณดังกล่าวนี้เรียกว่า โมเด็ม ( Modem ) ซึ่งเป็นคำย่อของ Modulator-Demodulator

โมเด็ม ( Modem)

โมเด็มมี 3 ชนิดคือ
1. Acoustic Modem คือโมเด็มเสียงหรือ โมเด็มคู่ ตัวอย่างของโมเด็มเสียงคือ หูโทรศัพท์
2. External Direct-connect Modem โมเด็มแบบต่อภายนอก การต่อโดยตรงเช่นนี้ลดคลื่นรบกวนลงได้มาก และสามารถถ่ายทอดข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น
3. Internal direct-connect Modem เป็นโมเด็มที่สร้างใส่ไว้ข้างในคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องใช้สายเคเบิลเชื่อมต่อจากภายนอก โมเด็มแบบนี้สามารถต่อเข้ากับสายโทรศัพท์โดยตรง โดยผ่านที่เสียบสายโทรศัพท์ด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์

ช่องการสื่อสาร ( communication channal ) คือ สื่อ ตัวกลางหรือทางผ่านซึ่งข้อมูลจะถูกส่งผ่านไปยังเครื่องมือต่างๆ
1. สาย Coax หรือ Coaxial Cable เป็นสายที่ประกอบไปด้วยแกนของทองแดงหุ้มห่อด้วยฉนวนและสายดินซึ่งมีลักษณะเป็นฝอย แล้วหุ้มด้วยฉนวนบางอีกชั้นหนึ่งเช่น สายโทรศัพท์ สายโทรเลข เป็นต้น 
ข้อเสีย
ของการใช้สายเคเบิลส่งผ่านข้อมูล คือ จะต้องส่งผ่านข้อมูลในรูปของอนาบล็อกการแปลงสัญญาณให้เป็นดิจิตอลจำเป็นต้องใหฮาร์ดแวร์เฉพาะ และการแปลงทำได้ช้า การส่งข้อมูลผ่านสายเคเบิลมักจะถูกรบกวนโดยกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ข้อมูลเชื่อถือได้น้อยลงกว่าการใช้ ช่องการสื่อสารชนิดอื่นเป็นการยากที่จะวางสายเคเบิลผ่านสิ่งกีดขวาง ในกรณีที่ผู้ใช้อยู่ห่างไกลกันมากๆ เช่นการวางสายผ่านภูเขาผ่านแม่น้ำใหญ่ เป็นต้น
2. สาย Twisted Pair เป็นสายส่งที่ประกอบไปด้วยสายทองแดง 2 เส้นขึ้นไปบิดกันเป็นเกลียว และหุ้มด้วยฉนวนโดยแบ่งเป็น 2 แบบ คือแบบมี Shield และแบบไม่มี Shield
3. สายเคเบิลใยแก้ว ( Fiber Optics ) ไฟเบอร์ออฟติกส์ สามารถส่งผ่านข้อมูลในรูปของดิจิตอล และใช้สำแสงกระตุ้นให้ผ่านไปตามท่อที่มีลักษณะในและอ่อน ท่อมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมคนเราเสียอีก การส่งข้อมูลผ่าน ไฟเบอร์ออฟติกส์ นั้นเชื่อถือได้สูงมาก
4. ไมโครเวฟ ( Microwave) ไมโครเวฟ เป็นการสื่อสารแบบอนาล็อกชนิด หนึ่ง สัญญาณไมโครเวฟจะถูกส่งผ่านบรรยากาศไปในทำนองเดียวกันกับ คลื่นวิทยุ หรือคลื่นโทรทัศน์การส่ง สัญญาณไมโครเวฟอาจส่งผ่าน ดาวเทียมด้วย

อัตราของการถ่ายทอดข้อมูล เรียกว่า บอดเรต( Baud rate) หมายถึงจำนวนที่สัญญาณถูกส่งไปต่อวินาทีจำนวน บอตต่อวินาทีกับจำนวน บิต ต่อวินาทีนั้นไม่เท่ากัน เพราะว่าการส่งสัญญาณครั้งหนึ่งๆ ไม่สามารถส่งได้ 1 บิต ทุกครั้งไป ขึ้นอยู่กับประเภทและความสามารถของเครื่อง

ความกว้างของช่องสัญญาณการสื่อสาร
1. ช่องสัญญาณชนิดแคบ (Narrow-band channel) สามารถ ถ่ายทอดข้อมูลด้วยอัตราเร็วระหว่าง 40 -100 บิตต่อวินาที (bps) ตัวอย่าง ช่องสัญญาณชนิดแคบ เช่น สายโทรเลข เป็นต้น
2. ช่องสัญญาณเสียง (Voice-band channel) สามารถ ถ่ายทอดข้อมูล ด้วยอัตราเร็ว ระหว่าง 110 ถึง 9600 บิตต่อวินาที ตัวอย่าง ช่องสัญญาณเสียง เช่น สายโทรศัพท์ เป็นต้น
3. ช่องสัญญาณชนิดกว้าง (Broad-band channel) สามารถ ถ่ายทอดข้อมูล ด้วยอัตราเร็วสูงถึงจำนวนหลายล้านบิตต่อวินาทีด้วยเทคดนโลยีที่พัฒนาไปไกล ในอนาคต ช่องสัญญาณชนิดกว้าง อาจสามารถส่งผ่านข้อมูลได้เป็นพันล้านบิตต่อวินาที ตัวอย่างของ ช่องสัญญาณชนิดกว้าง ได้แก่ ไมโครเวฟ สายเคเบิลแบบแกนร่วม หรือโคแอกเชียบเคเบิล (coaxial cable) แสงเลเซอร์ (laser) เป็นต้น

การถ่ายทอดสัญญาณ การถ่ายทอดสัญญาณ มี 2 แบบ คือ
1. การถ่ายทอดแบบอซีนโครนัส (asynchronous transmission) การถ่ายทอดข้อมูลแบบ อซีนโครนัส คือ วิธีที่ส่งข้อมูลทีละอักษร ดังนั้นตัวอักษรแต่ละตัวจะคั่นด้วย บิต (Bit)การถ่ายทอดแบบ อซีนโครนัส มักใช้กับ การถ่ายทอดข้อมูลด้วยอัตราเร็วต่ำ และใช้ช่องสัญญาณชนิดแคบ (narrow-band) และ ช่องสัญญาณเสียง ชนิดความเร็วต่ำ ( ต่ำกว่า 1200 baud) ซึ่งมักจะเป็นเครื่องที่ใช้ส่งด้วยมือ หรือส่งแบบการเว้นระยะ เช่น การเคาะโทรเลข เป็นต้น

2. การถ่ายทอดแบบซีนโครนัส (synchronous trasmission)
เป็นการถ่ายทอดข้อมูลแบบส่งเป็นชุดของตัวอักษรในแต่ละครั้งการถ่ายทอดแบบซีนโครนัส สามารถส่งได้เร็วกว่า แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า การถ่ายทอดแบบอซีนโครนัส การถ่ายทอดสัญญาณแบบ ซีนโครนัส มักใช้กับช่องสัญญาณเสียง (voice band) ชนิดมีความเร็วสูงขึ้น (มากกว่า 1200 บอด) และใช้กับช่องสัญญาณชนิดกว้าง (broad band) ก่อนที่ การถ่ายทอดข้อมูล จะเริ่มต้นจะต้องมีการกำหนดเส้นทางการเดินทาง หรือ "เส้นทางการจรจร" และกำหนดกฎ และวิธีการที่จะ ถ่ายทอดข้อมูล ขึ้นมาก่อน การกำหนดเส้นทางและวิธีการส่งข้อมูลนี้เรียกว่า โปรโตโคล (protocol) วัตถุประสงค์ของ โปรโตโคล ก็เพื่อจะทำงานตามภาระ

วิธีการถ่ายทอดสัญญาณ
1. การส่งข้อมูลทางเดียว (Simplex mode) ข้อมูลจะถูกส่งไปทางเดียว เครื่องที่ใช้กับการส่งข้อมูลทางเดียว ใช้ได้เฉพาะสำหรับ รับ หรือ ส่ง ข้อมูล แต่ไม่สามารถจะส่งและรับทั้งสองอย่างได้ ตัวอย่าง การส่งข้อมูลทางเดียว เช่น ระบบกันขโมยที่ร้านธนาคาร ปลายสายจะอยู่ที่สถานีตำรวจ
2. การส่งข้อมูลสองทาง (Half-duplex mode) เป็นวิธีที่ทำให้เครื่องสามารถ ส่ง และ รับ ข้อมูลได้ แต่ไม่สามารถพูดโต้ตอบกันได้ในขณะเดียวกัน เช่น เครื่องวอ(วิทยุสนามของทหาร)
3. การส่งข้อมูลสวนกัน (Full-duplex mode) การถ่ายทอดข้อมูลแบบโต้ตอบกัน เครื่องส่งและเครื่องรับสามารถ ส่ง และ รับ ข้อมูลได้ในขณะเดียวกัน หรือสามารถพูดโต้ตอบกันได้ เช่น ระบบโทรศัพท์

รูปแบบของเครือข่าย (Network Topology)
แบบดาวกระจาย (star network) เครือข่ายแบบดาวกระจาย ประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์หลายเครื่องต่อยู่กับคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางโดยตรง โดยใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อที่เรียกว่า HUB ทำให้คอมพิวเตอร์ศูนย์กลางสามารถควบคุมการทำงาน บริหารปริมาณงานที่ทำและการรับงานมาจากคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่ต่อเชื่อมโยงอยู่ได้
ข้อเสีย คือ เมื่อคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางเสีย จะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ไม่สามารถทำงานได้ไปด้วย

แบบวงแหวน (Ring network) เครือข่ายแบบวงแหวน ประกอบไปด้วยคอมพิวเตอร์หลายเครื่องต่อเชื่อมโยงกันอยู่เป็นวง โดยมีช่องการสื่อสารเป็นช่องเดียว ไม่มีคอมพิวเตอร์ศูนย์ กลาง
ข้อมูลจะต้องผ่านไปตามเครื่องคอมพิวเตอร์รอบ ๆ วงแหวน และผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง เพื่อจะไปยังสถานีปลายทางที่ต้องการ แต่ละเครื่องเป็นอิสระต่อกันทำให้ไม่เกิดปัญหาเมื่อเครื่องใดเครื่องหนึ่งเสีย เชื่อมต่อกันได้ด้วยระยะทางไกลขึ้น เหมาะกับงานในโรงงานที่มีสัญญานรบกวนมาก
ข้อเสีย
-  ถ้าจุดใดจุดหนึ่งเสียไม่สามารถติดต่อกันได้ในระบบ
-  การจัดโครงสร้างใหม่ทำยุ่งยาก เมื่อต้องการเพิ่มเครื่องใหม่เข้าสู่ระบบ

แบบต้นไม้ (Tree Network) เครือข่ายแบบต้นไม้ ต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเป็นแบบลำดับขั้นและต้องส่งข้อมูลผ่านไปตามกิ่งหรือสาขาของต้นไม้ เพื่อไปยังสถานีปลายทางที่ต้องการตามภาพนี้ สามารถพัฒนาการทำงานเป็นกลุ่มขึ้นได้ ตัวอย่าง เช่น กลุ่มหนึ่งอาจประกอบด้วยสถานีปลายทางที่เป็นพวกบัญชีลูกหนี้-เจ้าหนี้ อีกกลุ่มหนึ่งอาจเป็นบัญชีรายจ่าย เป็นต้น

เครือข่ายแบบเส้นตรง (Bus Network) คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องถูกนำมาต่อเชื่อมโยงกันเข้ากันสายเคเบิล โดยตรงซึ่งติดตั้งง่าย ง่ายต่อการเพิ่มจุดใช้บริการ ลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและบำรุงรักษา คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องสามารถสื่อสารโดยตรงกับเครื่องอื่น ๆ ได้

ข้อเสีย
-  การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก ตรวจสอบยาก
- ในกรณีที่เกิดความเสียหายของสายทำให้ทั้งระบบเสียหายได้

เครือข่ายเซลลูล่า (Cellular Network) ในปัจจุบันระบบที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ใช้มากทั้งนิ้เพื่อตอบสนองการใช้การติดต่อสื่อสารนอกสถานที่ ตัดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสาย สามารถทำให้ผู้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางสามารถติดต่อกับสำนักงานหรือบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพใน เคลือข่ายเซลลูล่า เครื่องถ่ายทอดสัญญาณถูกนำไปติดตั้งไว้ทั่วบริเวณที่ให้บริการบริเวณพื้นที่ซึ่งอยู่ในบริเวณการส่งสัญญาณหนึ่งๆเรียกว่า เซล หนึ่งบริเวณเซลหรือพื้นที่แต่ละพื้นที่จะกำหนดความถี่ของคลื่นวิทยุที่ใช้อยู่ในบริเวณแห่งนั้น ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ของเครือข่าย

ข้อเสีย ข้อการติดต่อผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ คือ ความเสี่ยงในการสื่อสาร
1 อาจไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ในการเชื่อมโยงเครือข่ายการสื่อสาร เนื่องจาก คอมพิวเตอร์ที่ได้รับการออกแบบขึ้น และนำมาใช้นั้นมีหลายรูปแบบ หลายชนิด
2 ข้อมูลเปลี่ยนแปลงหรือถูกทำลายลงก็ได้ ในการส่งข้อมูลหรือสารสนเทศไปตาม ช่องสัญญาณการสื่อสาร นั้น อาจพบอุปสรรคและสิ่งรบกวนหรือแทรกแซงต่างๆ ซึ่งอานทำให้
3 ความเป็นส่วนตัวและความลับของข้อมูล ซึ่งสมควรจะได้รับการปกป้องคุ้มครองไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องล่วงรู้

การใช้การสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูล (Data Communication) นั้นสามารถใช้เป็นประโยชน์ได้ในหลายทาง ทั้งทางด้านธุรกิจ และด้านอื่นดังต่อไปนี้
1 ในประเทศที่มีการสื่อสารข้อมูลพัฒนาไปดีแล้ว สามารถใช้การสื่อสารข้อมูลให้เป็นประโยชน์ทางด้านธุรกิจ
2 Electronic data interchange (EDI) เป็นโปรโตโคลทางด้านการสื่อสารแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถทำให้ร้านค้าขายปลีกและร้านค้าขายส่งทำธุรกิจติดต่อกันได้ทั้งด้านการส่งสินค้าและด้านการเงิน ด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ การใช้วิธีการทาง EDI จะช่วยลดงานเขียนชนิดใช้กระดาษลงได้มากทำให้ประหยัดทั้งเวลาและกำลังคนและเวลาที่รอคอยในการส่งสินค้าก็ลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์
3 การโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ ( electronic funds transfer หรือ EFT) เป็นการโอนเงินระหว่างบัญชีใช้ในการสื่อสารข้อมูลอย่างกว้างขวาง เงินเป็นจำนวนมากทางธุรกิจและในสถาบันการเงินจะถูกเปลี่ยนมือได้ โดยผ่าน EFT ไม่ต้องผ่านการเขียนเช็ค ตั๋วแลกเงิน หรือถือเงินสดเอาไปวางให้กันอีกต่อไป ซึ่งเป็นการง่ายดาย ปลอดภัย ตัวอย่างการโอนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แบบที่นิยมใช้กันมาก ก็คือ ATM
4 ในสหรัฐ นับว่าเป็นประเทศที่นำหน้าในการใช้เครือข่ายการสื่อสารโดยคอมพิวเตอร์ บริษัทขนาดใหญ่หลายบริษัทได้ยอมรับกาจ้างพนักงานแบบที่เรียกว่า telecommuting (การทำงานนอกสำนักงาน) วิธีนี้พนักงานของบริษัทไม่จำเป็นต้องมานั่งทำงานประจำทำงานที่สำนักงาน แต่จะทำงสานอยู่ที่บ้านของจนโดยใช้คอมพิวเตอร์ติดต่อกับสำนักงานที่สังกัด
5 การมีเพียง pc เครื่องหนึ่งกับเครื่องมือสื่อสารและซอฟแวร์ เท่านั้นก็สามารถเปิดโลกใหม่ ของแหล่งข้อมูลไดทั้งหมด วิธีที่ง่ายทีสุดและเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุดเพื่อเข้าสู่ความสามรถทางด้านการสื่อสารข้อมูลก้คือการใช้ ระบบบุลเลตินบอร์ด (bulletin board system) คือระบบอิเล็กทรอนักส์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อผู้ใช้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน
6 Electronic mail คือวิธีการส่งไปรษณีย์เป็นคลื่นอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ การส่งข่ายสาร ข้อมูลหรือสารสนเทศต่างๆ ไปยังสถานีปลายทาง ที่อยู่ทุกหนทุกแห่งในโลก เป็นวิธีการส่งโดยใช้คอมพิวเตอร์
7 ระบบการส่งข่าวสารเป็นถ้วยคำ หรือ voice-messaging system คือ ระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ ให้ส่งข่าวสารเป็นเสียงพูดของคน โดยผ่านสายโทรศัพท์ชนิดกดปุ่มที่ได้มาตรฐาน
8 เทคโนโลยี ใหม่อีกอย่างหนึ่งในการสื่อสารคือ การสัมมนาทางไกล (electronic teleconferencing) ซึ่งใชระบบคอมพิวเตอร์ต่อโยงเข้ากับระบบโทรศัพท์และเปิดช่องให้ผู้ร่วมวงสนทนาได้พูดคุยกัน ผู้ร่วมสนทนาสารถใช้โทรศัพท์สนทนาหรืออภิปลายปัญหากัน แม้ว่าจะอยู่ห่างไหลกัน
9 ธุรกิจซึ่งต้องแจกจ่ายข่ายสารแกสมาชิก เป็นจำนวนมากนั้น เรียกว่า การบริการสารสนเทศ หรือ information service ธุรกิจเกี่ยวกับสารสนเทศทั่วๆไปได้แก่
ก. commercial data - base service ให้บริการสารสนเทศ เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นความรู้อย่างลึกซั้งกว้างขวาง
ข. gateway service เป็นตัวแทนที่ จำหน่าย บริการสนเทศ จากศูนย์ข้อมูลใหญ่อีกต่อหนึ่งโดยบริการตามจำนวนครั้งที่เรียกใช้ และคิดค่าบริการตามเวลาที่เรียก ในอัตราของผู้ค้าปลีก ผู้เป็นสมาชิกสามารถต่อเชื่อมดยงเพื่อรับบริการจากตัวแทนได้มาก
ค. videotex เป็นการให้บริการด้านภาพและกราฟฟิกต่างๆ ในทำนองเดียวกับ บริการสารสนเทศ ผู้ใช้บริการนี้จำเป็นต้องมีคอมพิวเตอร์ที่สามารถรับภาพสี และกราฟฟิกต่างๆได้

รูปแบบของช่องสัญญาณ
รูปแบบของช่องสัญญาณการสื่อสารมี 2 แบบ คือ
1 แบบจุด ต่อ จุด ( point-to-point-to channel configuration )
เครื่องมือสื่อสารจะถูกต่อเชื่อมโยงถึงกันโดยตรง ระหว่างต้นทางกับปลายทางและ ช่องสัญญาณแบบจุด ต่อ จุด นี้จะใช้สื่อสารกันได้เฉพาะต้นทางกับปาลายทางที่ต่อเชื่อมโยงถึงกันเท่านั้น

2 แบบหลายจุด( multipoint channel configuration ) ใช้ในกรณีที่เครื่องมือสื่อสารสามจุดขึ้นไปต่อเชื่อมโยงถึงกันด้วยสายเพียงสายเดียยว ช่องการสื่อสารแบบหลายจุดเป็นช่องการสื่อสารที่มีแระสิทธิภาพและต้นทุนต่ำลงมาแต่อย่างไรก็ตาม การสื่อสารแบบหลายจุดต้องการการตรวจสอบว่าสถานีปลายสายสถานีใด ติดต่ออยู่กับสถานีต้นสายและเมื่อไร วิธีตรวจสอบมี 2 วิธีคือ
ก. การสอบถาม ( polling ) คอมพิวเตอร์จะสอบถามสถานีปลายสายแต่ละสถานีเป็นครั้งคราวเพื่อจุดูว่ามีข้อมูลหรือสารสนเทสส่งมาหรือไม่
ข. การรอคอย ( contention ) สถานีแต่ละสถานีจะๆงช่องสัญญาณเพื่อจะดูว่องสัญญาณว่างหรือไม่ถ้าว่าง สถานีต้นสายจะส่งข้อมูลหรือสารสนเทศ ถ้าช่องสัญญาณไม่ว่าง สถานีต้นสายจะ "รอคอย" อยู่ในช่วงเวลาที่กำหนด

การใช้ช่องสัญญาณร่วมกัน 
          เพื่อให้การใช้ช่องสัญญาณมีประสิทธิภาพมากขึ้น การสื่อสารระหว่างสถานีต้นสายและปลายสายของระบบคอมพิวเตอร์ใช้การใช้ช่องสัญญาณร่วมกัน ซึ่งมี 2 วิธีคือ
1. Multiplexing คือการบวนการรวมเอาการส่งผ่านที่มาจากสถานีต้นสายหลายสถานีเข้าด้วยกัน เป็นการส่งผ่านสายเดียวซึ่งสามารถส่งผ่านช่องสัญญารการสื่อสารไปด้วยความเร็วสูง เครื่องมือที่รวมเอาสัญญาณจากสถานีต้นสายแต่ละแห่งเข้าด้วยกันแล้วส้งผ่านต่อไปเป็นสายเดียวนี้เรียกว่า มัลไทเพลกเซอร์(Multiplexer) เมื่อส่งผ่านข้อมูลที่วรมกันเป็นสายเดียวไปถึงปลายสายแล้วข้อมูลที่วรมกันอยู่ในสายเดียวนั้นก็จะผ่านเข้าไปสู่ มัลไทเพลกเซอร์ที่หลายสายอีกครั้งหนึ่ง เครื่องมัลไทเพล็กเซอร์ที่นั่นก็จะแยกสัญญาณที่ส่งไปออกเป็นสัญญาณรูปแบบเดิมแต่ละชนิด เข้าสู่การประมวลผลต่อไป
ข้อดีของการส่งข้อมูลแบบ มัลไทเพล็กซิ่ง ก็คือช่องสัญญาณการสื่อสารสามารถส่งผ่านข้อมูลได้หลายข้อมูลพร้อมๆ กัน

2. คอนเซนเทรชั่น (concentration) คือกระบวนการที่สามารถทำให้เครื่องมือต่างๆหรือสถานีต้าง หลายสถานีสามารถส่งสัญญาณผ่านช่องสัญญาณเข้าสู่คอมพิวเตอร์พร้อมๆ หันได้ในคราวเดียว กันโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า คอนเซนเทรเตอร์ ( concentrator ) คอนเวนเทรเตอร์ จะทำหน้าที่ พักข้อมูลไว้ใน เครื่องพักข้อมูล เพื่อรอโอกาสที่จะส่งผ่านข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อไป ตามปกติมินิคอมพิวเตอร์มักทำหน้าที่เป็น คอนเซนเทรเตอร์ด้วย

ฟร้อนท์- เอ็นด์โพรเซสเซอร์( Fron-End Processor ) คือ คอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่พิเศษด้านการควบคุมการสื่อสารข้อมูล สามารถทำงานตามคำสั่งได้หลายหน้าที่ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับ ข้อมูลและการส่งผ่านข้อมูล เช่น ทำหน้าที่เป็น คอนเซนเทรเตอร์ ควบคุมความผิดพลาด แปลความหมายของรหัสพักสัญญาณ ( buffering) และการใช้ช่องสัญญาณร่วมกัน เป็นต้น

ผู้ถ่ายทอดสัญญาณการสื่อสารรับอนุญาต( Common Carrier)
      
ผู้ที่จะประกอบธุรกิจการถ่ายทอดสัญญาณการสื่อสาร จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลและในการส่งข่าวสารข้อมูล และสารสนเทศต่างๆ นั้นจะถูกควบคุมโดยรัฐบาล ผู้ประกบอธุรกิจด้านการถ่ายทอดสัญญาณการสื่อสารที่ได้รับอนุญาตแล้วนี้ เรียกว่า ผู้ถ่ายทอดสัญญาณการสื่อสารับอนุญาตหรือ common carrier หรือผู้ถ่ายทอดสัญญาณการสื่อสารับอนุญาต สำหรับ ผู้ถ่ายทอดสัญญาณการสื่อสารับอนุญาต ของไทย เช่น ไทยคม สามารถเทเลคอมมูนิเคชั่น